ข้าว 3.4 ล้านไร่เสี่ยงเสียหาย "ประยุทธ์" แย้มอาจมีจ่ายเงินช่วยเหลือ

2015-07-21 15:03:19


นาข้าว 3.4 ล้านไร่ผวาเสียหาย หลังครม.มีมติลดจ่ายน้ำ 4 เขื่อนใหญ่เหลือ18 ล้านลบ.ม./วัน ขอสงวนไว้สำหรับอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น “ประยุทธ์” วอนผู้เดือดร้อนอย่าเคลื่อนไหวกดดัน ทีดีอาร์ไอเสนอจ่ายเงินชดเชย ฟาก “นวนคร” ยันวิกฤติภัยแล้งไม่กระทบ “ธปท.” คาดปัจจัยกดดันภัยแล้งมีผลกระทบต่อจีดีพี 0.1-0.5%ขณะที่ยอดขายนํ้าดื่มเพิ่ม 25% สหพัฒน์ห่วงภัยแล้งลากยาว
    สัญญาณผลกระทบภัยแล้งที่คืบคลานใกล้คนเมืองหลวงเข้ามาทุกขณะ ล่าสุดระหว่างวันที่ 12-14 กรกฎาคม ที่ผ่านมาในพื้นที่คลอง 5  ถึงคลอง 15 เขตอำเภอธัญบุรี รวมถึงอำเภอลำลูกกาทั้งอำเภอ และอำเภอหนองเสือบางส่วนของจังหวัดปทุมธานีได้เกิดวิกฤติน้ำประปาไม่ไหล เหตุน้ำในคลองระพีพัฒน์แห้งขอด ขาดน้ำดิบส่งโรงผลิตน้ำประปา แม้ขณะนี้ช่วงวิกฤติดังกล่าวจะสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้แล้ว แต่เหตุการณ์เช่นนี้ไม่มีใครการันตีได้อย่างเต็มปากว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก หากยังไม่มีฝกตกเติมน้ำใน 4 เขื่อนหลักที่หล่อเลี้ยงลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัดอย่างเพียงพอ
++ห้ามสูบนํ้าทำเกษตร
    พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 กรณีการแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยยอมรับว่า ผลจากปริมาณฝนที่ตกน้อย ทำให้ไม่สามารถเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ได้  ทางรัฐบาลจึงขอความร่วมมือจากเกษตรกรในลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้หยุดสูบน้ำเข้าไปในพื้นที่เกษตร  รวมถึงจะลดปริมาณการปล่อยน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก(ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน ป่าสักชลสิทธิ์)ลงจากเดิม 28 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน(รอบแรกเมื่อ 28 มิ.ย.ลดจาก 33 ล้านลบ.ม.เหลือ 28 ล้านลบ.ม.) ลงเหลือ18 ล้านลบ.ม. เริ่มตั้งแต่วันที่  16 กรกฎาคมนี้ เป็นต้นไป  ส่วนน้ำอุปโภค-บริโภค ยืนยันว่าน้ำของการประปาส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และประปาหมู่บ้านทั่วประเทศยังสามารถผลิตน้ำได้ เนื่องจากมีแหล่งน้ำสำรองอยู่แล้ว ซึ่งขอให้ประชาชนใช้อย่างประหยัด  เพื่อให้น้ำมีใช้ถึงเดือนสิงหาคมที่คาดว่าจะมีฝนตกลงมา 
    "เกษตรกรที่ปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มน้ำ ซึ่งต้องใช้น้ำฝน คาดว่ากลางเดือนสิงหาคมนี้ยังพอมีฝน  แต่ฝนอาจทิ้งช่วงอีกทีช่วงวันที่ 20 กรกฎาคม  และจะมีฝนอีกทีช่วงต้น-กลางเดือนสิงหาคม  ช่วงนี้จึงเป็นวิกฤติของชาวนา เพราะเป็นผลมาจากปัญหาสภาพอากาศ ที่เราไม่สามารถควบคุมได้" 
++นายกฯย้ำเตรียมมาตรการช่วย
    สำหรับมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด  ทหาร ตำรวจ  สำรวจพื้นที่นา พื้นที่สวน และประมง มีสภาพปัญหาอย่างไร   ถ้าปล่อยน้ำในช่วงนี้ถึงเดือนสิงหาคม  จะเป็นอย่างไร  จากนั้นประเมินผลกระทบและหาทางช่วยเหลือต่อไป  โดยนายกรัฐมนตรีใช้คำว่า "เตรียมการช่วยเหลือ " ถ้าฝนมาในเดือนสิงหาคม ต้องทำนาใหม่ ทั้งนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นรัฐบาลต้องดูแล 
++ยันประปาเมืองหลวงพอใช้
    ด้านนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวยอมรับว่า น้ำอุปโภค-บริโภคในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีน้ำน้อยมาก  แต่การประปานครหลวงยังสามารถผลิตน้ำได้เพียงพอต่อความต้องการ หากใช้อย่างประหยัด ประชาชนไม่ต้องกักตุนน้ำ  ที่เป็นห่วงคือพื้นที่เกษตรบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาจำนวนกว่า 7 ล้านไร่ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง  ได้รับความเสียหายมากที่สุดในขณะนี้  บางพื้นที่มีฝนตกต่ำกว่าปกติ50 %  ซึ่งปลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีอย่างนี้  เมื่อฝนตกน้อยมากทำให้ต้องปรับขบวนการส่งน้ำใหม่
    สำหรับประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ต้องปล่อยน้ำไปหล่อเลี้ยงระบบนิเวศเพื่อไม่ให้น้ำเค็มทะลักเข้ามา ซึ่งถ้าปล่อยให้เค็มเกินขนาดจะส่งผลกระทบต่อน้ำอุปโภค-บริโภคทั้งหมด   อย่างไรก็ตามแม้ว่าเดือนสิงหาคมฝนจะตกลงมา แต่ภาวะเอลนิโญแรงมาก เพราะช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน แม้เป็นช่วงหน้าฝน แต่ฝนจะตกสั้น ต้องเตรียมการล่วงหน้าว่า ช่วงเดือนเมษายน ปีหน้า จะอยู่อย่างไร น้ำเพื่อการเกษตร และน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค จะบริหารจัดการอย่างไรซึ่งในระยะเร่งด่วนที่รัฐบาลจะเตรียมไว้เพื่อรองรองน้ำฝนคือการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลในพื้นที่แล้งซ้ำซาก 9 พันแห่ง
++"ประยุทธ์"แย้มช่วยตัวเงิน
    พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องลดปริมาณการปล่อยน้ำสำหรับเกษตรกรให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีน้ำใช้ไปจนถึงเดือนสิงหาคม ดังนั้นจึงขอความร่วมมือเกษตรกรงดการเพาะปลูกเพื่อลดการใช้น้ำ เพื่อไม่ให้กระทบกับปริมาณน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภคและรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลพร้อมมีมาตรการช่วยเหลือสำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว โดยอาจจะเป็นรูปแบบการจ่ายเงินช่วยเหลือ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา และรวบรวมข้อมูล
    "มาตรการช่วยเหลือที่เป็นตัวเงินกำลังคิดอยู่ และทำอย่างไรให้มีรายได้เสริม ท่านบอกให้ผมช่วยทุกอย่างแต่รายได้เราไม่มี ใจผมให้เขาอยู่แล้ว แต่ต้องหาว่าทำอย่างไรไม่ให้กระทบกับงบประมาณในภาคอื่นด้วย ซึ่งขอร้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนอย่าออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล แต่ควรให้ข้อมูลกับภาครัฐเพื่อที่จะได้วางแนวทางช่วยเหลือ ทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว"
++ข้าว3.4 ล้านไร่เสี่ยงรอน้ำฝน
    นายสุเทพ  น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การที่รัฐบาลขอสงวนน้ำจาก 4 เขื่อนหลักไว้สำหรับการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ โดยไม่ให้การสนับสนุนใช้สำหรับภาคการเกษตร ซึ่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้มีการปลูกข้าวนาปีไปแล้วประมาณ 3.4 ล้านไร่คงต้องพึ่งพาน้ำจากฝนที่ตกเป็นหลักไปก่อน หากมีปริมาณน้ำฝนตกลงมากและเติมน้ำเหนือเขื่อนได้มากขึ้น และสถานการณ์ฝนคลี่คลายจนเข้าสู่ภาวะปกติ ทางกรมอาจพิจารณาปล่อยน้ำให้กับภาคการเกษตรเช่นเดิม ส่วนที่พื้นที่ที่ยังไม่ได้ทำนาก็ขอให้รอน้ำฝนเป็นหลักเช่นกัน
++“ทีดีอาร์ไอ”เสนอจ่ายชดเชย
    ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)กล่าวว่า ข้อเสนอแนวทางในการแก้ไขเยียวยาแก่เกษตรกร รัฐบาลควรจ่ายเป็นเงินชดเชยตามมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง และในระหว่างที่รอฝน ควรมีการสร้างงาน-สร้างรายได้ชั่วคราว ดีกว่ามาตรการในการให้เงินกู้เพิ่มเติม และควรจัดสรรงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่เกษตรกรยังรอน้ำฝน เร่งจัดทำโครงการจ้างงานชั่วคราว เช่นการขุดสระน้ำ หรือขอความร่วมมือเอกชน จัดทำโครงการจ้างงานเพื่อสังคม โดยรัฐบาลจ่ายเงินสมทบบางส่วน
    "ฝนแล้งครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยว่า รัฐบาลต้องเริ่มต้นทำนโยบายจัดการน้ำใหม่ จะจัดการแบบปีต่อปีไม่ได้ ต้องใช้ความรู้จัดการข้ามปี เพราะฝนแล้งปีนี้ และอุทกภัยปี 2554 มิได้เกิดจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัญหาด้านนโยบายแลกการจัดการน้ำด้วย"
+วิกฤติน้ำไม่กระทบ"นวนคร"
    ส่วนปฏิกิริยาจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตในพื้นที่เขตประกอบการจังหวัดปทุมธานีนั้น ล่าสุดนายนิพิฐ อรุณวงษ์ ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน)  ผู้ดำเนินการสวนอุตสาหกรรมนวนคร จ.ปทุมธานี กล่าวว่า ในพื้นที่มีโรงงานมากกว่า 200 โรงงานว่าขณะนี้ยังไม่มีการร้องเรียนจากผู้ประกอบการในนวนครกรณีน้ำขาด เนื่องจากแหล่งน้ำดิบที่ใช้มาจากแม่น้ำเจ้าพระยานำมาเข้าสู่ระบบประปาในสวนอุตสาหกรรมนวนคร  โดยมีปริมาณการใช้น้ำดิบต่อวันราว 5 หมื่นคิว ซึ่งขณะนี้ลูกค้าในพื้นที่ยังเดินการผลิตปกติ และทุกโรงงานจะมีแท็งก์น้ำสำรองไว้อยู่แล้ว
++2เขตอุตฯโคราชไม่มีปัญหา
    นายธงชัย  ลืออดุลย์  ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมากล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้งล่าสุดว่า ขณะนี้ภัยแล้งยังคงขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง แต่ได้กำชับแต่ละหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนให้ผ่อนคล้ายความเดือดร้อนโดยเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ส่วนน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมนั้น ในจังหวัดมีเขตอุตสาหกรรมจำนวน2 แห่ง คือนวนคร ซึ่งใช้น้ำผิวดิน ขณะนี้ยืนยันชัดเจนว่ามีน้ำเก็บไว้เพียงพอผ่านฤดูแล้งน้ำ ส่วนเขตอุตสาหกรรมสุรนารี ใช้น้ำจากบ่อบาดาลจึงไม่มีปัญหาแน่นอน ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมที่กระจายอยู่ก็มีน้ำใช้เพียงพอเช่นกัน  แต่เป็นห่วงเพียงแค่น้ำเพื่อการเกษตรที่จะต้องรอฝนตกถึงจะทำนาได้
++นัดหารือแผนรองรับฉุกเฉิน  
    ด้านดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ  ยังไม่มีการประกาศหยุดการผลิตเพราะสาเหตุจากการขาดแคลนน้ำ  แต่เพื่อความสบายใจ ภายในสัปดาห์นี้สมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์ฯจะมีการหารือกันถึงแผนรองรับฉุกเฉินหากถึงขั้นไม่มีน้ำใช้เกิดขึ้น
++หวั่นภัยแล้งฉุดจีดีพี 0.1-0.5%
    นายเมธี  สุภาพงษ์  ผู้ช่วยผู้ว่าการ  สายนโยบายการเงิน  ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยถึงประเด็นเรื่องผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง  โดยระบุว่า ธปท.ยังอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ดังกล่าว  เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้  ซึ่งประเด็นที่ต้องติดตาม คือ ภายในสิ้นเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า จะมีน้ำฝนตกลงมาหรือไม่   โดยหากยังไม่มีน้ำฝนตกลงมาสถานการณ์ภัยแล้งก็คงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ซึ่งธปท.ก็คงต้องมาประเมินผลกระทบกันใหม่ 
    "ประมาณการผลกระทบของธปท. จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้นั้น  คาดว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยราว 0.1-0.5% โดยส่วนใหญ่ยังไม่ใส่รวมในประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ปีนี้  ซึ่ง ธปท. ประเมินไว้ว่าจะเติบโตได้ประมาณ 3% ขณะที่ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมนั้น  เชื่อว่าคงมีไม่มาก  เพราะเท่าที่ ธปท. ได้สำรวจนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ส่วนใหญ่ยืนยันว่าสำรองน้ำไว้ใช้อย่างเพียงพอ"
++  ยอดขายน้ำดื่มเพิ่ม 25%
    แหล่งข่าวจากบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)  ผู้บริหารบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ กล่าวว่า  จากภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นพบว่า ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีบิ๊กซีเปิดให้บริการรวม 7 แห่ง อาทิ บิ๊กซี รังสิต, บิ๊กซี ลำลูกกา, บิ๊กซี รังสิตคลอง 6, บิ๊กซี จัมโบ้ นวนคร  ฯลฯ และ มินิ บิ๊กซี อีก 17 แห่ง มีประชาชนมาซื้อน้ำดื่มเพิ่มขึ้นประมาณ 25% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  แต่ในภาพรวมการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวด รวมถึงภาชนะสำหรับสำรองน้ำ ในเขตกรุงเทพมหานครยังอยู่ในระดับปกติ ส่วนสาขาที่อยู่ในภาคเหนือและอีสาน จะมีการซื้อภาชนะหรือถังบรรจุน้ำเพิ่มขึ้นราว 10%
    ทั้งนี้บิ๊กซี มีการสำรองน้ำดื่มบรรจุขวดและภาชนะสำหรับรองน้ำเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ที่อาจเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาขาแคลนน้ำ และยังมีการบริหารจัดการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ คอยเพิ่มเติมสินค้าได้ทันต้องการ
++ สิงห์ ยันสำรองน้ำผลิตเบียร์
    นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด  ผู้จัดจำหน่ายเบียร์สิงห์,เบียร์ลีโอ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เชื่อว่าปัญหาภัยแล้ง และภาวะน้ำเค็มจะไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตเบียร์ ซึ่งในขณะนี้โรงงานยังไม่พบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิตสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มเนื่องจากมีระบบสำรองน้ำที่เพียงพอต่อการผลิตอยู่แล้ว โดยมองว่าสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้แม้จะรุนแรงแต่เชื่อว่าสถานการณ์คงจะไม่เลวร้ายถึงขั้นไม่มีน้ำสำรองในการผลิตอย่างแน่นอน
++ สหพัฒน์ห่วงภัยแล้งลากยาว
    ด้านนายบุญฤทธิ์ มหามนตรี ประธาน บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ในเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาภัยแล้งในขณะนี้ถือว่าเป็นปัญหาที่น่าห่วง หากช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนฝนยังไม่ตกตามฤดูกาล จะส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรที่เกษตรกรได้ลงทุนไป ทำให้เกิดความเสียหาย เกษตรกรประสบภาวะขาดทุน จากการลงทุนและอาจจะต้องกู้เงินมาใช้จ่าย ทำให้เกิดภาวะหนี้ต่อเนื่อง
    อย่างไรก็ตามปัจจุบันปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้ส่งผลที่ชัดเจนต่อกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะเป็นสินค้ากลุ่มสุดท้ายที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ เพราะเป็นของจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่ปัญหาภัยแล้งก็ยังคงเป็นปัญหาน่าห่วงที่ต้องร่วมกันแก้ไข
 ++ภัยแล้งศก.เสียหาย6.8หมื่นล.
  สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจมูลค่าประมาณ 6.81 หมื่นล้านบาท จากพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหาย 10-12 ล้านไร่ และทำให้ผลผลิตหายไปประมาณ 4.6 ล้านตัน กระทบจีดีพี 0.52% ซึ่งรัฐบาลหากต้องการพยุงเศรษฐกิจให้ขยายตัวในระดับ 3% จะต้องใส่เงินเข้าไประบบเศรษฐกิจกว่า 7 หมื่น-1 แสนล้านบาท ซึ่งหากไม่มีการเติมเงินลงไปในระบบก็อาจจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปีนี้ให้ขยายตัวต่ำกว่า 3%


ขอบคุณข้อมูล   หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,070  วันที่  16 - 18  กรกฎาคม  พ.ศ. 2558







เรียบเรียง และ เขียนข่าวโดย

: ทีมงาน News-Lifestyle

















ข่าวที่เกี่ยวข้อง