"ธนิตศักดิ์ อิงคะกิตติโรจน์" จุดประกายลูกชิ้นเพื่อสุขภาพ

2015-07-21 15:37:25


"ธนิตศักดิ์ อิงคะกิตติโรจน์" จุดประกายลูกชิ้นเพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์“พิษณุโลกราม่า” ประกาศขึ้นแท่นตลาดแฟรนไชส์

 

 

 

เมื่อเอ่ยถึงโรงหนัง “พิษณุโลกราม่า”..คนสองแควยุคสมัยเมื่อ40-60 ปีย่อมรู้จักกันเป็นอย่างดี...ส่วนคนรุ่นใหม่ก็จะได้รับการบอกเล่าเรื่องราวจากผู้หลักผู้ใหญ่ถึงที่มาที่ไปของโรงหนังแห่งนี้ ...ทำให้เหมือนประหนึ่งว่าเหตุการณ์เพิ่งผ่านพ้นวันวานไปเมื่อวานนี้นี่เอง!! ...ด้วยเอกลักษณ์ของโรงหนังและบรรยากาศ นับว่ามีเสน่ห์อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น "รถแห่หนัง" เพื่อให้คนในพื้นที่ได้รู้ โปรแกรม หนัง..หรือโปสเตอร์หนังที่เป็นลายมือคนเขียน ..ตลอดถึงบรรยากาศความคึกคักหน้าโรงหนัง ที่มีร้านขายอาหาร และของขบเคี้ยว ไว้บริการ..ที่ขายดิบขายดีก็คงจะเป็นลูกชิ้นปิ้ง,ข้าวเหนียวไก่ย่าง, ข้าวโพดคั่ว, ปลาหมึกบดและข้าวเกรียบว่าว ฯลฯ สมัยก่อนบรรดาหนุ่มสาวหลายคู่มักใช้โรงหนังเป็นที่นัดพบ หรือออกเดทเป็นครั้งแรก!! ...ถึงวันนี้ เป็นที่น่าเสียดายที่โรงหนังแบบไทยๆ ได้สูญหายไปจากตลาดเนื่องจากมีความบันเทิงสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ตั้งแต่ทีวี เครื่องเล่นวีดีโอ หนังแผ่น หนังออนไลน์ รวมถึงโรงหนังชั้นหนึ่ง โรงหนังในห้างสรรพสินค้า จนถึงเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง

 

 

...หลังจากโรงหนัง“พิษณุโลกราม่า”ได้ปิดตัวลง พ่อค้าแม่ค้าต่างแยกย้ายไปค้าขายตามสถานที่ต่างๆ..ส่วนที่ไม่ย้ายก็ยังคงขายต่อไป อย่างเช่น พ่อค้าลูกชิ้นโบแดงหรือลูกชิ้นราม่าก็เป็นรายหนึ่งที่ยังคงเปิดร้านขายลูกชิ้นตามปรกติ ถึงแม้รายได้จะหดหายไปบ้างก็ตาม

 

 

คุณธนิตศักดิ์  อิงคะกิตติโรจน์  คนสองแควโดยกำเนิด เจ้าของต้นตำรับลูกชิ้นราม่า..ตัวจริงเสียงจริง..ได้เล่าให้ฟังว่า......

 

 

 "ลูกชิ้นโบแดง" เกิดมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว หลังจากคุณพ่อเดินทางจากเมืองจีน เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทย..โดยนำวิชาการทำลูกชิ้นมาประกอบอาชีพเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว อาศัยแรงลูก ๆ ทั้ง 6 คน  ช่วยกันปั้นช่วยกันขาย

 

 

....เริ่มแรกทำลูกชิ้นเนื้อขาย  ตอนนั้นยังไม่มียี่ห้อ เวลาขายจะใส่ถุงมัดด้วยเชือกฟางสีแดง ขายอยู่แถวโรงหนังพิษณุโลกราม่า...ลูกค้าในสมัยนั้นต่างเรียกขานกันว่า "ลูกชิ้นโบแดง"หรือ"ลูกชิ้นราม่า"…สมัยก่อนราคาเนื้อวัวถูก เราขายกิโลกรัมละ11 บาท ขายดีมากครับ คนพิษณุโลกที่ไปประกอบอาชีพต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ มักซื้อกลับไปเป็นของฝากญาติสนิทมิตรสหาย  เพียงเวลาไม่นาน เราก็มีลูกค้าในจังหวัดใกล้เคียงอาทิ เช่น สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิจิตร ชัยนาท

 

 

.... ต่อมาในปี 2540 เกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ทำให้ต้องล้มหายตายจากไปก็มาก..กิจการ"ลูกชิ้น"ได้รับผลกระทบเช่นกัน ประกอบกับ บิดามาล้มป่วย  ผมจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว

 

 

       "ในช่วงปลายปี2540 โรงงานลูกชิ้นเกิดขึ้นมาก ส่วนใหญ่ผลิตลูกชิ้นเนื้อแป้ง ผสมสี ใช้วัตถุกันเสีย และสารเหนียว  ขายในราคากิโลกรัมละ30บาท ซึ่งราคาเนื้อวัวกิโลกรัมละ200กว่าบาท.. ส่งผลให้ยอดขายลูกชิ้นตกไปเกือบครึ่ง...แต่ผมไม่รู้สึกท้อ กลับเดินหน้าทำอย่างจริงจัง โดยยังยึดสูตรโบราณที่ใช้เนื้อวัว 100% ไม่ผสมแป้ง ไม่มีสารกันบูด  เราเน้นทำตลาดแบบขายส่งเป็นหลัก..”

 

 

พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส/..ชูลูกชื้นเพื่อสุขภาพ เป็นจุดขาย

ในปี 2556  จากการแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับยอดขายลูกชิ้นที่ลดลง..ทำให้เราต้องทำการตลาดที่ฉีกแนวโดยอาศัยจุดเด่นที่มีอยู่  จากเดิมที่เน้นขายส่งก็เพิ่มตลาดขายปลีกเข้าไปด้วย พร้อมกับเปิดหน้าร้านขายอาหารด้วย อาทิ สุกี้ ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น ลูกชิ้นทอด และลูกชิ้นปิ้ง

 

 

         “ผมตั้งใจจะโชว์ลูกชิ้นสูตรโบราณให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จัก ไดแก่ ลูกชิ้นเนื้อวัวแท้ ลูกชิ้นหมูสำหรับทอด ลูกชิ้นหมูสำหรับปิ้ง ความแตกต่างก็คือ ลูกชิ้นหมูสำหรับทอด เนื้อจะเนียนนุ่ม แต่ ลูกชิ้นหมูสำหรับปิ้ง เนื้อสัมผัสจะมีความเหนียว เคี้ยวจะหนึบได้รสชาติถึงเครื่องเทศ และเนื้อหมูล้วน …”

 

 

....หลังจากที่เปิดหน้าร้านและทำประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง...ลูกชิ้นเพื่อสุขภาพต้อง“พิษณุโลก ราม่า”เริ่มสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น อีกทั้งจำนวนลูกค้าขายส่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

 

 

    "ระยะเวลาปีกว่า ที่เปิดหน้าร้านและสร้างแบรนด์ลูกชิ้นราม่า ผลตอบรับถือว่าดี เพราะลูกค้าสามารถมาชิม และซื้อลูกชิ้นโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง..ทั้งนี้ เรากำลังปรับปรุงหน้าร้าน...ด้วยการจำลองพื้นที่ให้เป็นโรงหนังให้สอดคล้องกับแบรนด์ลูกชิ้นราม่า เนื่องจากสินค้าของเราแจ้งเกิดมาจากการขายหน้าโรงหนัง..ในอนาคตเพื่อรองรับประชาคมอาเซียน(AEC)เราจะขยายไปเปิดตลาดในประเทศเพื่อนบ้านด้วย

 

 

     ปัจจุบันกระบวนการผลิต เราทำลูกชิ้นสดใหม่ วันต่อวัน ผ่านกรรมวิธีที่ได้มาตรฐาน ยอดขายเฉลี่ยวันละ 500 กิโลกรัม ทั้งขายส่งและขายปลีก ...โดยราคาขายปลีก ลูกชิ้นหมูราคากิโลกรัมละ 200 บาท ลูกชิ้นเนื้อกิโลกรัมละ 260 บาท อายุสินค้าหากแช่ในตู้เย็นธรรมดาจะเก็บได้นาน 2 สัปดาห์  ...ราจะแนะนำลูกค้าไม่ควรแช่ลูกชิ้นในช่องฟริซ เพราะจะทำให้เนื้อสัมผัสลูกชิ้นเสียรสชาติ คุณภาพของลูกชิ้นก็จะเสียตามไปด้วย”

 

 

 ต่อยอดสู่ตลาดแฟรนไชส์ สนับสนุนอาชีพให้ผู้ว่างงาน

หลังจากกิจการไปได้สวย ผมมีแนวคิดเปิดธุรกิจในรูป “แฟรนไชส์”ด้วยเหตุผลเพื่อทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วประเทศ และลูกค้าจะได้บริโภคสิ่งที่เป็นประโยชน์ ตลอดถึงได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอาชีพให้คนไทย ...ต่อมาได้ลองทำตลาดโดยทำคีออสไม้เคลื่อนที่ออกงานที่จังหวัดจัดขึ้น ผลตอบรับดีเกินคาด มีลูกค้าจำนวนมากติดต่อขอเป็นสมาชิก ซึ่งเราตั้งเป้าไว้ที่ 100 ราย โดยจะทำการเปิดตลาดแฟรนไชส์พร้อมกันทั่วประเทศในปลายปีนี้  สำหรับผู้สมัครเข้ามาเรามีเงื่อนไขว่า ต้องมาคุยรายละเอียดด้วยตัวเอง เพราะเราต้องการเฟ้นหาคนที่สนใจจะทำเป็นอาชีพจริงๆ

 

 

รูปแบบแฟรนไชส์มีให้เลือก 3 แบบ

แบบแรก  ขายอุปกรณ์กับวัตถุดิบเปิดร้านได้เลย... ราคา 6,000 บาท

แบบที่ 2  คีออสไม้เคลื่อนที่ได้ขนาด 1x 0.80เมตร+วัตถุดิบ...ราคา18,000 บาท

แบบที่ 3  คีออสโครงเหล็ก+อุปกรณ์+วัตถุดิบ ขนาด 1.5x0.80เมตร... ราคา 29,000บาท

 

 

"ลูกชิ้นพิษณุโลกราม่า" ยังคงรักษาสูตรโบราณไว้จนถึงทุกวันนี้..หากใครต้องการทราบว่ารสชาติดั้งเดิมแบบโบราณเป็นอย่างไร คุณธนิตศักดิ์กระซิบมาว่า ยินดีต้อนรับพร้อมเปิดให้ชิมฟรีกันเลยทีเดียว..งานนี้คนสองแควการันตี  !!

 

 

....สำหรับผู้ที่ยังมองหาอาชีพ ที่ทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ ลองโทรปรึกษาหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่...
โทร/มือถือ.  056 258884 , 089-708-8406 " 







เรียบเรียง และ เขียนข่าวโดย

: ทีมงาน News-Lifestyle

















ข่าวที่เกี่ยวข้อง