กลยุทธ์การลงทุนหลังยกเลิกใช้กฎอัยการศึก

STRATEGY : โอกาสยกเลิกใช้กฎอัยการศึกและการลดดอกเบี้ย จะเป็น Upside Risks ต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยขาลงไตรมาส 2

กลุ่มข่าว / ECONOMICS / Investor View

กลยุทธ์การลงทุนหลังยกเลิกใช้กฎอัยการศึก
Published on: 21 ก.ค. 2558

โดย... บล.ทิสโก้ 
 

STRATEGY : โอกาสยกเลิกใช้กฎอัยการศึกและการลดดอกเบี้ย จะเป็น Upside Risks ต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยขาลงไตรมาส 2

 

 เราเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจไทยและแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่อ่อนแอ ยังกดดันตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2 อยู่ในทิศทางขาลงอยู่  ล่าสุด TISCO ESU เพิ่งปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงจากเดิม 4.5% เป็น 3.5% และมีมุมมองเพิ่มเติมอีกด้วยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 29 เม.ย. จะมีการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เป็น 1.50% หลังจากที่เพิ่งปรับลดลงไป 0.25% ในการประชุมวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา

 

          ในแง่ของการประเมินมูลค่าหุ้นไทยยังไม่ลดภาวะตึงตัวลงอย่างมีนัยสำคัญแม้ SET Index ได้ปรับตัวลงจากที่เคยอยู่สูงกว่า 1600 จุดในช่วงเดือน ก.พ. มาเคลื่อนไหวแถวที่ระดับ 1500 จุดในปัจจุบันก็ตาม โดยค่า Forward PER ปี 2015F ของ SET Index ลดลงจาก 15.4 เท่า ณ สิ้นเดือน ก.พ. มาอยู่ที่ 14.8 เท่า ณ สิ้นเดือน มี.ค. เพิ่งเริ่มกลับมาถูกกว่าตลาดหุ้นภูมิภาคบ้างที่มีค่า Forward PER ปี 2015F เฉลี่ยที่ 15.2 เท่า  อย่างไรก็ดี หากคำนึงถึงโอกาสที่ประมาณการกำไรจะถูกปรับลง (Downside Risk) อีกราว 2-3% ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า จะทำให้การประเมินมูลค่าหุ้นไทยแค่ใกล้เคียงกับหุ้นภูมิภาคเท่านั้น ยังไม่ได้ถูกจนน่าสนใจกว่า ดังนั้น ภาพรวมไตรมาส 2 เราจึงมองมีโอกาสสูงที่ SET Index จะลงทดสอบจุดต่ำสุดเดิมของปีนี้ (เมื่อตอนต้นเดือน ม.ค.) ที่บริเวณ 1460-70 จุด

 

          การปรับตัวลงหลายครั้งของตลาดหุ้นไทยตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ที่ระดับ 1.9-2.0 เท่ามักเป็นจุดรับที่มีนัยสำคัญ  หากอิง PBV ระดับดังกล่าว และคาดการณ์ BV ณ สิ้นงบไตรมาส 1/2015F ของเรา จะได้ระดับ SET Index ที่ 1400-1480 จุด หรือคิดเป็นระดับ Forward PER ปี 15F ที่ 13.7-14.5 เท่า vs ค่าเฉลี่ย Forward PER ระยะยาวที่ 13.3 เท่า และ +0.5SD ที่ 14.9 เท่า) เรามองบริเวณดังกล่าวเป็นจุดน่าทยอยสะสมมาก

 

          อย่างไรก็ดี การยกเลิกใช้กฎอัยการศึกเร็วขึ้น จะเป็น Upside Risk สำคัญต่อทิศทางตลาดขาลงของหุ้นไทยไตรมาส 2 เพราะไม่เพียงจะช่วยลดแรงกดดันจากต่างชาติ แต่ยังมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยผ่านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และการยอมรับมากขึ้นในสายตาของต่างประเทศ นอกจากนี้ยังอาจเป็นตัวกระตุ้นกระแสเงินทุนต่างประเทศไหลเข้า (Foreign Funds Flow) โดยต้องติดตามรายละเอียดการประกาศขอบเขตอำนาจ แนวทางปฏิบัติ และกระบวนการดำเนินการต่างๆ ว่าจะสร้างความชัดเจนมากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้เกิดความคลุมเครือ หรือหวาดระแวงต่อการใช้มาตรการ 44

 

          เรายังแนะนำการลงทุนแบบเลือกหุ้นเป็นรายตัว (Selective Buy) โดยมีธีมการลงทุนที่ผสมผสานเพื่อกระจายความเสี่ยง และยังต้องเป็นหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมามากแล้วในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา และ/หรือราคาสามารถทรงตัวได้แล้วเท่านั้น  หุ้นแนะนำในเดือน เม.ย. คือ (1) หุ้นที่แนวโน้มกำไรทยอยฟื้นตัวขึ้น หลังจากที่ทำจุดต่ำสุดไปแล้วใน 4Q14 แนะนำ PTTEP, TPIPL (2) หุ้นที่งบ 1Q15F จะออกมาดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ แนะนำ SST, STPI และ (3) หุ้นที่ราคาร่วงเร็วในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาโดยปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก แนะนำ BLAND, PS, ITD อื่นๆ KBANK (มองเป็นเป้าหมายหลักที่ต่างชาติจะซื้อคืน หากมีการยกเลิกใช้กฎอัยการศึก)  ด้านแนวรับ และแนวต้านสำคัญของ SET Index เดือนนี้อยู่ที่ 1460-80, 1440+/- จุด และ 1520-30, 1550+/- จุด ตามลำดับ

 

ภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มกำไรที่อ่อนแอ ยังกดดันหุ้นไทยไตรมาส 2 อยู่ในทิศทางขาลงอยู่
          การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเป็นไปอย่างเชื่องช้าต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว เนื่องจากขาดแรงส่งทางด้านการส่งออก การบริโภคภายในประเทศ และการลงทุนภาคเอกชน (รายละเอียดเพิ่มเติมดู “มุมเศรษฐกิจ” หน้า 2) นอกจากนี้ การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐบาลยังค่อนข้างน้อยมากด้วย (ช่วง 6 เดือนแรกของงบประมาณปี 2015 หรือเดือน ต.ค. 2014 – มี.ค. 2015 มีการเบิกจ่ายงบลงทุนไปเพียง 25% ต่ำกว่าเป้าหมาย 6 เดือนของรัฐบาลที่ตั้งไว้ที่ 40% และน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่เบิกจ่ายได้ราว 40%) ผลจากหลายโครงการลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจไม่เดินหน้าเท่าที่ควร สืบเนื่องจากการทำงานของคณะรัฐมนตรี-หน่วยงานภาครัฐยังไม่ประสานกันอย่างมีเอกภาพ ประกอบกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใช้ความระมัดระวังในทางปฏิบัติงานมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการทุจริตและการข้องเกี่ยวกันทางการเมือง

 

          ด้วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้  TISCO ESU จึงปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงจากเดิม 4.5% เป็น 3.5% และมีมุมมองเพิ่มเติมอีกด้วยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 29 เม.ย. จะมีการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เป็น 1.50% หลังจากที่เพิ่งปรับลดลงไป 0.25% ในการประชุมวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา

 

          ด้านประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในปีนี้ยังมีโอกาสถูกหั่นลงอีก ตามแนวโน้มการปรับลดอัตราการเติบโตของ GDP ในปีนี้ลง โดยเฉพาะช่วงที่บจ.จะทยอยประกาศงบไตรมาส 1 ในช่วงกลางเดือน เม.ย. – กลางเดือน พ.ค. นี้ ซึ่งจะส่งผลให้ภาวะตึงตัวของการประเมินมูลค่าหุ้นไทยยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญแม้ SET Index ได้ปรับตัวลงจากที่เคยอยู่สูงกว่า 1600 จุดในช่วงเดือน ก.พ. มาเคลื่อนไหวแถวที่ระดับ 1500 จุดในปัจจุบันก็ตาม  ทั้งนี้ ค่า Forward PER ปี 2015F ของ SET Index ลดลงจาก 15.4 เท่า ณ สิ้นเดือน ก.พ. มาอยู่ที่ 14.8 เท่า ณ สิ้นเดือน มี.ค. เพิ่งเริ่มกลับมาถูกกว่าตลาดหุ้นภูมิภาคบ้างที่มีค่า Forward PER ปี 2015F เฉลี่ยที่ 15.2 เท่า อย่างไรก็ดี หากคำนึงถึงโอกาสที่ประมาณการกำไรจะถูกปรับลง (Downside Risk) อีกราว 2-3% ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า จะทำให้การประเมินมูลค่าหุ้นไทยแค่ใกล้เคียงกับหุ้นภูมิภาคเท่านั้น ยังไม่ได้ถูกจนน่าสนใจกว่า ดังนั้น ภาพรวมไตรมาส 2 เราจึงมองมีโอกาสสูงที่ SET Index จะลงทดสอบจุดต่ำสุดเดิมของปีนี้ (เมื่อตอนต้นเดือน ม.ค.) ที่บริเวณ 1460-70 จุด
การขึ้น XD เดือน เม.ย. – พ.ค.นี้ จะกดดัน SET Index –11 จุด

 

          จากการตรวจสอบหุ้นที่จะจ่ายเงินปันผลในช่วงเดือน เม.ย. – พ.ค. นี้ (นับเฉพาะบจ.ใน SET Index ที่จ่ายปันผลเป็นเงินสด โดยไม่รวมการจ่ายปันผลเป็นหุ้น) มีทั้งสิ้น 178 บริษัท จะส่งผลให้ SET Index ปรับลงราว 11 จุด โดยวันที่จะส่งผลเชิงลบมากสุด คือ วันที่ 29 เม.ย. -2.37 จุด, 10 เม.ย. -1.82 จุด และ 21 เม.ย. -1.72 จุด ตามลำดับ

 

มองระดับ SET Index น่าทยอยสะสมอยู่ในช่วง 1400-1480 จุด
          การปรับตัวลงหลายครั้งของตลาดหุ้นไทยตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ที่ระดับ 1.9-2.0 เท่ามักเป็นจุดรับที่มีนัยสำคัญ  หากอิง PBV ระดับดังกล่าว และคาดการณ์ BV ณ สิ้นงบไตรมาส 1/2015F ของเรา จะได้ระดับ SET Index ที่ 1400-1480 จุด หรือคิดเป็น Forward PER ปี 15F ที่ 13.7-14.5 เท่า vs ค่าเฉลี่ย Forward PER ระยะยาวที่ 13.3 เท่า และ +0.5SD ที่ 14.9 เท่า) เรามองบริเวณดังกล่าวเป็นจุดน่าทยอยสะสมมาก

 

การยกเลิกใช้กฎอัยการศึกมีโอกาสเกิดเร็วขึ้น  - - >  Upside Risk สำคัญ!
          เดือน มี.ค. ที่ผ่านมา นายกฯ ประยุทธ์ มีโอกาสไปเยือนต่างประเทศหลายแห่งในช่วงเดือนที่แล้ว ซึ่งรวมถึงการเข้าหารือกับทางเลขาธิการสหประชาชาติ  หลังจากที่กลับมา ท่านก็เริ่มส่งสัญญาณถึงการยกเลิกใช้กฎอัยการศึก โดยจะหากฎหมายอื่นมาใช้ควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศแทน เรามองมีทางเลือกของกฎหมายหลายตัวที่สามารถนำมาใช้แทนกฎอัยการศึกได้ ไม่ว่าจะเป็นพ.ร.บ.ความมั่นคง, พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เป็นต้น โดยเรามองระดับความรุนแรงของกฎหมายดังกล่าว เรียงลำดับความหนักเบาจากน้อยไปหามาก

 

          ถึงแม้ขณะนี้มีหลายฝ่ายวิตกกังวลเกี่ยวกับการใช้มาตรา 44 แทนการใช้กฎอัยการศึก เพราะมีขอบเขตที่กว้างขวางและมีอำนาจแบบล้นฟ้า ซึ่งหากใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง จะมีความร้ายแรงกว่าการใช้กฎอัยการศึกเสียอีก อย่างไรก็ตาม เรามองการใช้มาตรา 44 แม้จะดูมีความรุนแรงมากที่สุด (หากเกิดการเลือกใช้ขึ้นมาจริงๆ) แต่ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้ายจนรับไม่ได้ เพราะเราเชื่อว่านายกฯ ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจการใช้มาตรา 44 นี้ จะมีการประกาศรายละเอียดขอบเขตอำนาจ แนวทางปฏิบัติ และกระบวนการดำเนินการต่างๆ ไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความคลุมเครือ หรือหวาดระแวงต่อการใช้มาตรการ 44

 

          เรามองการส่งสัญญาณยกเลิกกฎอัยการศึกในช่วงเวลานี้ เป็นความเสี่ยงในแง่บวก (Upside Risk) เพราะไม่เพียงจะช่วยลดแรงกดดันจากต่างชาติ แต่ยังมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยผ่านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และการยอมรับมากขึ้นในสายตาของต่างประเทศ นอกจากนี้ยังอาจเป็นตัวกระตุ้นกระแสเงินทุนต่างประเทศไหลเข้า (Foreign Funds Flow) โดยต้องติดตามรายละเอียดการประกาศขอบเขตอำนาจ แนวทางปฏิบัติ และกระบวนการดำเนินการต่างๆ ว่าจะสร้างความชัดเจนมากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้เกิดความคลุมเครือ หรือหวาดระแวงต่อการใช้มาตรการ 44

 

          อนึ่ง จากการศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2005-2014) พบว่า SET Index เดือน เม.ย. มักปรับตัวขึ้นเฉลี่ย +1.8% สำหรับข้อมูล SET Index ย้อนหลัง 5 ปี  และ +3.1% สำหรับข้อมูล SET Index ย้อนหลัง 10 ปี โดยมีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 80% ทั้งข้อมูล 5 ปี และ 10 ปี  ดังนั้น เราจึงอยากแจ้งเตือนให้นักลงทุนทราบถึงผลกระทบในแง่บวกดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้งในเดือน เม.ย.นี้ด้วย

 

          เรามองการส่งสัญญาณยกเลิกกฎอัยการศึกในช่วงเวลานี้ เป็นความเสี่ยงในแง่บวก (Upside Risk) เพราะไม่เพียงจะช่วยลดแรงกดดันจากต่างชาติ แต่ยังมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยผ่านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และการยอมรับมากขึ้นในสายตาของต่างประเทศ นอกจากนี้ยังอาจเป็นตัวกระตุ้นกระแสเงินทุนต่างประเทศไหลเข้า (Foreign Funds Flow) โดยต้องติดตามรายละเอียดการประกาศขอบเขตอำนาจ แนวทางปฏิบัติ และกระบวนการดำเนินการต่างๆ ว่าจะสร้างความชัดเจนมากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้เกิดความคลุมเครือ หรือหวาดระแวงต่อการใช้มาตรการ 44

 

          อนึ่ง จากการศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2005-2014) พบว่า SET Index เดือน เม.ย. มักปรับตัวขึ้นเฉลี่ย +1.8% สำหรับข้อมูล SET Index ย้อนหลัง 5 ปี  และ +3.1% สำหรับข้อมูล SET Index ย้อนหลัง 10 ปี โดยมีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 80% ทั้งข้อมูล 5 ปี และ 10 ปี  ดังนั้น เราจึงอยากแจ้งเตือนให้นักลงทุนทราบถึงผลกระทบในแง่บวกดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้งในเดือน เม.ย.นี้ด้วย

 

เลือกหุ้นน่าลงทุนเป็นรายตัว (Selective Buy) โดยมีธีมการลงทุนแบบผสมผสาน เพื่อกระจายความเสี่ยง
          เรายังแนะนำการลงทุนแบบเลือกหุ้นเป็นรายตัว (Selective Buy) โดยมีธีมการลงทุนที่ผสมผสานเพื่อกระจายความเสี่ยง และยังต้องเป็นหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมามากแล้วในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา และ/หรือราคาสามารถทรงตัวได้แล้วด้วย  หุ้นแนะนำในเดือน เม.ย. คือ (1) หุ้นที่แนวโน้มกำไรทยอยฟื้นตัวขึ้น หลังจากที่ทำจุดต่ำสุดไปแล้วใน 4Q14 แนะนำ PTTEP, TPIPL (2) หุ้นที่งบ 1Q15F จะออกมาดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ แนะนำ SST, STPI และ (3) หุ้นที่ราคาร่วงเร็วในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาโดยปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก แนะนำ BLAND, PS, ITD อื่นๆ KBANK (มองเป็นเป้าหมายหลักที่ต่างชาติจะซื้อคืน หากมีการยกเลิกใช้กฎอัยการศึก)  ด้านแนวรับ และแนวต้านสำคัญของ SET Index เดือนนี้อยู่ที่ 1460-80, 1440+/- จุด และ 1520-30, 1550+/- จุด ตามลำดับ 




TAGS ข่าว :



1






ติดต่อลงโฆษณา เว็บไซต์ , โทรทัศน์
0816490178 วรลักษณ์ อิงคมณี ([email protected])
02-271-6500 ต่อ 105 - 107