ธนาคารพาณิชย์ไทย10แห่งกำไรสุทธิQ1/58เพิ่ม2.5%

2015-07-21 16:25:02


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์"ผลประกอบการกลุ่มแบงก์ไตรมาสแรกปีแพะ...กำไรดีขึ้นเล็กน้อย จากการลดค่าใช้จ่าย แม้รายได้สินเชื่อชะลอลง"

 

ประเด็นสำคัญ
           ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ธนาคารพาณิชย์ไทย 10 แห่งจะสามารถรายงานผลกำไรสุทธิในไตรมาส 1/ 2558 ที่เพิ่มขึ้น 5.7%QoQ และ 2.5%YoY จากลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน แม้ว่ารายได้หลักจากดอกเบี้ยจะชะลอตัวลงตามทิศทางของสินเชื่อ


           การบริหารจัดการต้นทุนเงินฝากของธนาคาร ส่งผลให้อัตราส่วนผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) ในไตรมาส 1/2558 อาจขยับลงเพียงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน ขณะที่คาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธปท.น่าจะส่งผลต่อ NIM ในไตรมาสถัดไป


           คุณภาพสินทรัพย์คาดว่าจะอยู่ในระดับที่ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน ท่ามกลางการดำเนินนโยบายการดูแลคุณภาพหนี้ที่ระมัดระวัง


          สืบเนื่องจากสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 1/2558 ที่ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า ดังที่ปรากฎจากเครื่องชี้หลักทั้งในส่วนของการบริโภคและการลงทุนที่ยังชะลอตัวต่อเนื่อง รวมถึงการส่งออกที่หดตัวลงในช่วงที่ผ่านมานั้น ปัจจัยต่างๆดังกล่าวเหล่านี้ได้ส่งผลสืบเนื่องไปถึงความต้องการสินเชื่อประเภทต่างๆของธนาคารพาณิชย์ ทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่ออุปโภคให้ชะลอตัวลงไปในทิศทางเดียวกัน และทำให้รายได้ดอกเบี้ยอันเป็นรายได้หลักของธนาคารพาณิชย์ปรับตัวลดลงตามไปด้วยเช่นกัน ถึงกระนั้นก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในการรายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2558 ของธนาคารพาณิชย์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ธนาคารพาณิชย์ไทยทั้ง 10 แห่ง จะยังคงสามารถรายงานผลกำไรสุทธิโดยรวมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.7%QoQ และ 2.5%YoY โดยสรุปประเด็นต่างๆที่สำคัญเกี่ยวกับผลประกอบการในไตรมาส 1/2558 ได้ดังนี้


          รายได้ดอกเบี้ยแนวโน้มลดลง ตามการชะลอตัวของสินเชื่อ ส่งผลให้ NIM ขยับลงจากไตรมาสก่อน ขณะที่คาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธปท.น่าจะส่งผลต่อ NIM ในไตรมาสถัดไป


           ความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจและครัวเรือนชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงไม่สดใสในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการตัดสินใจลงทุนในโครงการใหม่ๆเพื่อรอสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และรอความชัดเจนจากการลงทุนของภาครัฐ ทำให้ความต้องการสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมาจะเน้นไปในลักษณะของเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจที่ดำเนินอยู่ มากกว่าลักษณะของการขอสินเชื่อใหม่ ขณะที่ทางด้านของภาคครัวเรือนนั้น ภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมาสร้างแรงกดดันต่อความต้องการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือน ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง กอปรกับทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นจะส่งผลให้การขยายตัวของสินเชื่อในไตรมาสแรกเป็นไปอย่างจำกัด และเมื่อผนวกกับปัจจัยทางฤดูกาลในเรื่องของการเร่งเบิกจ่ายสินเชื่อในไตรมาสสุดท้ายของแต่ละปี และการชำระคืนสินเชื่อที่มักจะเกิดขึ้นในไตรมาสแรกแล้ว


          ทำให้มองว่า สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทย ณ ไตรมาส 1/2558 น่าจะมีการขยายตัวที่ 0.4%QoQ และ 4%YoY ชะลอลงเมื่อเทียบกับการขยายตัวที่ 2.5%QoQ และ 4.15%YoY ณ ไตรมาส 4/2557 ขณะที่ทางด้านของเงินฝากนั้น ธนาคารส่วนใหญ่ได้พยายามบริหารจัดการต้นทุนด้านเงินฝาก โดยสินเชื่อที่ชะลอตัวส่งผลให้ธนาคารไม่ได้มีนโยบายในการระดมเงินฝากเพิ่มขึ้นเท่าใดนัก นอกจากนั้น คาดว่ายอดเงินฝากในบางธนาคารอาจมียอดที่ลดลงเมื่อเทียบสิ้นปี 2557
           แนวโน้ม NIM ในไตรมาส 1/2558 อาจขยับลงเล็กน้อย ขณะที่การลดดอกเบี้ยของ


          ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะส่งผลต่อ NIM ในไตรมาสถัดๆไป ซึ่งคงต้องประเมินควบคู่กับโมเมนตัมของธุรกิจหลักด้วย ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ ธปท.เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพื่อเพิ่มแรงสนับสนุนให้เศรษฐกิจ ซึ่งนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในส่วนของ MLR และเงินฝากประจำ โดยในส่วนของการปรับลด MLR อาจกระทบต่อรายได้ของสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มของลูกค้ารายใหญ่ อย่างไรก็ดี เนื่องจากการลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส และรายจ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงมาจากในส่วนของเงินฝากประจำที่ครบกำหนดในช่วงระหว่างนั้นจนถึงสิ้นไตรมาสซึ่งจะรับรู้ดอกเบี้ยใหม่ที่ลดลง จึงคาดว่าน่าจะส่งผลต่อการปรับตัวของ NIM ในไตรมาสถัดๆไปมากกว่าในไตรมาสนี้ ขณะที่ผลต่อ NIM ในไตรมาส 1/2558 น่าจะอยู่ในระดับที่จำกัด โดยมองว่า NIM ในไตรมาส 1/2558 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.0% ขยับลงเล็กน้อยจาก 3.1% ในไตรมาส 4/2557 จากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอันสืบเนื่องจากการชะลอตัวของสินเชื่อรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจากค่าธรรมเนียมหลักบางรายการ

 

          ในช่วงที่ผ่านมาหลายธนาคารได้หันมาให้น้ำหนักกับการเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยทดแทนผลกระทบจากการลดลงของรายได้จากดอกเบี้ย ขณะที่มองว่า รายได้จากค่าธรรมเนียมในบางรายการที่คาดว่ายังคงขยายตัวได้และน่าจะช่วยหนุนภาพรวมของรายได้ค่าธรรมเนียม อาทิเช่น ค่าธรรมเนียมนายหน้า (จากธุรกิจจัดการกองทุนและธุรกิจประกันชีวิต) นอกจากนั้น การแข่งขันกันของแต่ละธนาคารในการเป็นธนาคารหลักด้านการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้า (Transactional banking) โดยมุ่งพัฒนาช่องทางธุรกรรมให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือเพื่ออำนวยความสะดวกและตอบโจทย์ในการทำธุรกรรมของลูกค้า เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าใช้บริการผ่านธนาคารมากขึ้น น่าจะช่วยหนุนค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการธุรกรรมทางการเงิน เช่น ค่าธรรมเนียมเอทีเอ็ม บัตรเดบิต บริการ e-Banking รวมถึงค่าธรรมเนียมจากการโอนและเรียกเก็บเงิน เป็นต้น แม้ว่ารายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสินเชื่อ (Loan related fee)จะปรับตัวลดลง โดยคาดว่า รายได้จากค่าธรรมเนียมสุทธิในไตรมาส 1/2558 น่าจะสามารถขยายตัวเพิ่มขึ้น 12%YoY เมื่อเทียบกับการขยายตัวที่ 10.5%YoY ในไตรมาส 4/2557แม้จะลดลง 1.7% QoQ จากผลของฐานที่สูงในไตรมาสก่อน


          ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง จากปัจจัยทางฤดูกาลและการควบคุมค่าใช้จ่ายของหลายธนาคาร
          ปัจจัยที่สำคัญในการส่งผลกำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ได้สามารถยืนในแดนบวกได้ในไตรมาส 1/2558 มาจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางฤดูกาลจากที่ค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในไตรมาสก่อนหน้า ประกอบกับคาดว่าทุกธนาคารคงจะพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายมากขึ้นในรูปแบบต่างๆในภาวะที่รายได้จากธุรกิจหลักยังไม่ฟื้นตัว อาทิเช่น การปรับลดงบประมาณในการประชาสัมพันธ์ การจัดแคมเปญบางรายการ เป็นต้น ทั้งนี้ คาดว่า ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานในไตรมาส 1/2558 จะลดลง 13%QoQ จากการขยายตัวที่ 11.7%QoQ ในไตรมาส 4/2557


          คุณภาพสินทรัพย์คาดว่าจะอยู่ในระดับที่ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน ท่ามกลางการดำเนินนโยบายการดูแลคุณภาพหนี้ที่ระมัดระวัง


          ท่ามกลางภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ธนาคารพาณิชย์จึงได้ให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพหนี้อย่างต่อเนื่องจากในปีที่ผ่านมาจนถึงไตรมาสแรกของปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นที่น่าสังเกตว่า การประคองระดับหนี้เสียที่วัดจาก NPL ในภาพรวมไม่ให้เพิ่มขึ้นมากในปีที่แล้วนั้น สะท้อนความพยายามของธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่าจะผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ การตัดหนี้สูญ และการขายหนี้ออกไปในช่วงระหว่างปี ทั้งนี้ คาดว่าสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมในไตรมาส 1/2558 น่าจะสามารถทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับในไตรมาส 4/2557 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.5%


          ประเด็นติดตามอีกประการ ได้แก่ ระดับหนี้กล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mentioned Loans (SM) ที่มีการค้างชำระมากกว่า 1 เดือนแต่ไม่เกิน 3 เดือน) ที่ยังคงเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยในฝั่งสินเชื่อธุรกิจ จุดจับตาคงเน้นไปที่ธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างที่เห็นการไต่ขึ้นของสัดส่วน SM ต่อสินเชื่อรวมตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 ขณะที่ฝั่งสินเชื่อผู้บริโภค ความกังวลอยู่ที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อบุคคล


          ในไตรมาสแรกของปีนี้นั้น มุมมองที่ระมัดระวังเกี่ยวกับประเด็นคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์สะท้อนผ่านการดำเนินการในรูปแบบต่างๆ ทั้งการเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายย่อย ดังจะเห็นได้จากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อในกลุ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยและบัตรเครดิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จะยังคงระดับการตั้งสำรองหนี้สูญในระดับที่สูงอยู่ (แม้จะเป็นระดับที่ลดลงจากไตรมาสก่อน) จากความกังวลเกี่ยวกับสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ที่อาจกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งจากผลกระทบของเศรษฐกิจ โดยคาดว่าสัดส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อเฉลี่ยจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 4/2557 ที่ประมาณ 0.9%







เรียบเรียง และ เขียนข่าวโดย

: ทีมงาน News-Lifestyle

















ข่าวที่เกี่ยวข้อง