โรฮีนจา : ถูกสาปให้ตกนรกทั้งเป็น

2015-07-21 18:26:49


คอลัมน์ : จาก วสิษฐ เดชกุญชร

 

ผมต้องยอมรับว่าเมื่อแรกผมไม่ได้สนใจนักกับข่าวเกี่ยวกับโรฮีนจา เพียงแต่รู้ว่าโรฮีนจาเป็นมุสลิมพวกหนึ่งที่หนีมาจากเมียนมาร์หรือพม่า เพราะถูกรัฐบาลพม่ารังเกียจ ไม่รับรองสัญชาติและกดขี่ข่มเหงอย่างทารุณ โรฮีนจาจึงหนีออกมาและพยายามไปหาที่อยู่ใหม่ในประเทศอื่น เช่นมาเล เซีย ซึ่งเป็นมุสลิมด้วยกัน และที่มาปรากฏเป็นข่าวในเมืองไทยก็เพราะ โรฮีนจาอาศัยเมืองไทยเป็นทางผ่านเท่านั้น


     แต่ครั้นเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านไป เมื่อการค้นพบค่ายที่ใช้คุมขัง โรฮีนจาเป็นจำนวนร้อย และพบหลุมฝังศพโรฮีนจาร่วม 30 หลุมปรากฏ เป็นข่าวใหญ่ขึ้นมา พร้อมๆกับข่าวเจ้าหน้าที่ผู้บริหารท้องถิ่นระดับนายก เทศมนตรีและเจ้าหน้าที่ตำรวจมีส่วนในการค้ามนุษย์คือโรฮีนจา ผมจึงได้ สนใจและรีบไปลองศึกษาความเป็นมาของปัญหาโรฮีนจา  และจึงได้พบว่าปัญหานี้เป็นขี้ที่เต็มกางเกงไทยมานานแล้ว


     โรฮีนจาเป็นชนชาติเก่าที่มีประวัติชาติของตนปรากฏมาตั้งแต่คริสต ศตวรรษที่ 8 มีภาษาของตนเอง นับถือศาสนาอิสลาม  โรฮีนจาอาศัยอยู่ใน รัฐอารกัน (Arakan) ซึ่งในปัจจุบันคือรัฐยะไข่ (Rakhine) ของพม่า และเมื่อ แรกก็ถือสัญชาติพม่าเช่นเดียวกับชนชาติส่วนน้อยอื่น ๆ ในประเทศนั้น แต่ หลังจากที่นายพลเนวินทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองในปี พ.ศ.2505 (ค.ศ.1962) โรฮีนจาก็ไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล ถูกกดขี่ข่มเหงอย่างรุน แรงด้วยประการต่างๆจนถึงกับถูกฆ่าหมู่ด้วย ทำให้โรฮีนจาประมาณ 250,000 คนถึงกับต้องอพยพหนีไปอยู่บังคลาเทศ  พอถึงปี พ.ศ. (ค.ศ.1982) รัฐบาลพม่าก็ออกกฎหมายสัญชาติมา และตามกฎหมายนั้นให้ถือว่าโรฮีนจา ที่ยังเหลืออยู่ในรัฐยะไข่ ราว 800,000 คนเป็นคนไร้ประเทศ การกดขี่ข่มเหง อย่างทารุณดำเนินต่อมาในรูปของการก่อกวน ข่มขืน ยึดที่ดิน และทำลาย ทรัพย์สิน  ในปี 2555 (ค.ศ.2012) หรือเมื่อ 3 ปีมาแล้ว เกิดการปะทะกัน อย่างรุนแรงระหว่างโรฮีนจากับชาวพุทธยะไข่ ยังผลให้มีการฆ่าหมู่และ การทรมาน โรฮีนจาประมาณ 135,000 คนถูกกำหนดให้อยู่ในค่ายที่ สร้างขึ้นเพื่อกักกันโดยเฉพาะ


     โรฮีนจาเริ่มอพยพเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ประมาณปี 2552     เพื่อ อาศัยเป็นทางผ่านไปยังมาเลเซีย  การเดินทางทำโดยเรือโดยจ่ายค่าโดยสาร ในอัตราแพงลิ่ว  ในชั้นแรกรัฐบาลไทยใช้วิธีสะกัดกั้นและส่งกลับแต่ไม่ได้ ผล  ครั้นเมื่อมาถึงเมืองไทยโดยขึ้นบกทางชายทะเลฝั่งตะวันตกแล้ว โรฮีน จาจึงเดินทางต่อโดยรถยนต์ไปยังจังหวัดชายแดนไทยด้านติดกับมาเลเซีย ด้วยความหวังว่าจะข้ามเข้าไปอาศัยในมาเลเซีย แต่เมื่อปรากฏว่ารัฐบาล มาเลเซียไม่ต้อนรับ โรฮีนจาก็ตกค้างอยู่ในประเทศไทยและเริ่มเป็นปัญหา ถูกบังคับเอาเงินเพื่อ แลกเปลี่ยนกับอิสรภาพ  เมื่อไม่มีเงินหรือเงินไม่พอ ก็ ถูกขายเพื่อเอาตัวไปใช้แรงงาน  โรฮีนจาที่ตกค้างอยู่ในเมืองไทยมีจำนวน มากขึ้น ๆจนรัฐบาลต้องสร้างค่ายให้อยู่ชั่วคราว  พื้นที่ที่จะใช้สร้างค่ายใน ภาคใต้มีไม่พอ  ในที่สุดต้องไปสร้างค่ายให้จนถึงจังหวัดหนองคาย


     ในปี 2555 ได้มีความพยายามที่จะส่งตัวโรฮีนจาจำนวนหนึ่งกลับไป ยังประเทศเมียนมาร์ แต่แทนที่จะได้กลับกลับปรากฏว่าโรฮีนจาเหล่านั้น ถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไทยขายให้แก่พวกมิจฉาชีพ ซึ่งคุมขังตัวโรฮีนจา เอาไว้เพื่อแลกค่าไถ่  ค่ายที่คุมขังโรฮีนจามีรายทางอยู่ ตั้งแต่ระนองลงไปจน ถึงสงขลา  ในระหว่างถูกคุมขังโรฮีนจาเป็นจำนวนไม่น้อยเสียชีวิตไปเพราะ ป่วย อดอาหาร หรือมิฉะนั้นก็ถูกทำร้ายจนตาย


     ในที่สุดการปราบปรามการค้าโรฮีนจาจึงได้ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ท้องถิ่น มีทั้งที่เป็นนายกเทศมนตรี นายกองค์กรบริหารส่วนตำบล กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน  ส่วนที่เป็นตำรวจซึ่งส่วนใหญ่ (38 คน) คือตำรวจตรวจคน เข้าเมืองนั้นก็ถูกย้ายออกจากพื้นที่ไปเพื่อรอการสอบสวน


     ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการอย่างเฉียบขาดเอากับผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และถึงหากผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษ แต่ชะตากรรมของ โรฮีนจาก็คงจะยังมืดมนต่อไปอีก เพราะจะไม่มีประเทศใดรวมทั้งพม่ายินดี รับเอาโรฮีนจาไว้ในอาณาเขตของตน  โรฮีนจายังจะต้องเป็นคนไร้ประเทศ เร่ร่อนลี้ภัยและตกเป็นเหยื่อของนักค้ามนุษย์อยู่ต่อไปอีกโดยไม่มีกำหนด  เหมือนคนที่ถูกสาปให้ตกนรกทั้งเป็น.
 

 

 

 

 







เรียบเรียง และ เขียนข่าวโดย

: ทีมงาน News-Lifestyle

















ข่าวที่เกี่ยวข้อง