"กัญชง พืชเศรษฐกิจตัวใหม่-ช่วยพลิกชีวิตเกษตรกร-ฟื้นผืนป่า-ด้วยพระเมตตาของ "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์"

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.news-lifestyle.com/

กลุ่มข่าว / /


Published on: 30 พ.ค. 2560

“กัญชง” หรือ เฮมพ์ พืชเศรษฐกิจตัวใหม่กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง สามารถใช้ประโยชน์นำเส้นใยมาทอผ้าใช้ในครัวเรือน และในเชิงอุตสาหกรรม สามารถนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างหลากหลาย เช่น ยุทธภัณฑ์ อาทิ เสื้อเกราะ ชุดทหาร ใช้ในงานก่อสร้าง เป็นวัสดุแทนไม้ ใช้สกัดเป็นยาและอาหารเสริม  เช่น น้ำมันที่มีโอเมกา 3 และ 6 เป็นต้น

ล่าสุดเมื่อปลายปี 2559  คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กัญชง หรือ เฮมพ์ เป็นพืชเศรษฐกิจและสามารถปลูกได้ใน 6 จังหวัด 15 อำเภอคือ 1.จังหวัดเชียงใหม่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่วาง  แม่ริม สะเมิง และแม่แจ่ม 2.จังหวัดเชียงราย 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เทิง  เวียงป่าเป้า และแม่สาย 3.จังหวัดน่าน 3 อำเภอได้แก่ อ.นาหมื่น  สันติสุข และสองแคว 4.จังหวัดตาก เฉพาะที่ อ.พบพระ 5.จังหวัดเพชรบูรณ์ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.หล่มเก่า  เขาค้อ และ อ.เมือง 6.จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในพื้นที่ อ.เมือง แต่ยังคงมีการควบคุมจากภาครัฐ โดยมีการกำหนดการขออนุญาตปลูกและสาร THC หรือสารเสพติดต้องไม่เกินร้อยละ 1.0 ต่อน้ำหนักแห้ง

 

ด้วยคุณประโยชน์ของพืชชนิดนี้ "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" ได้มีพระเมตตาส่งเสริมให้ชาวเขาใช้พืชกัญชงที่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

 

โดยมีพระราชสาวนีย์ เมื่อวันที่  27 เดือนมกราคม 2546  ในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยแม่เกี๋ยง ต.เมืองนะอ. เชียงดาว จ. เชียงใหม่ ว่า  "…โดยเฉพาะกัญชง ให้พิจารณาข้อดี และตัดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ออกไป ก็จะส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจได้ เพราะให้เส้นใยที่มีคุณภาพ"

 

และเมื่อวันที่ 26 เดือนกุมภาพันธ์  2548 ในพื้นที่ดอยผาหม่น จ. เชียงราย ความว่า "สมควรศึกษาและส่งเสรมให้เกษตรกรชาวเขาปลูกกัญชง เพื่อใช้เส้นใยผลิตเครื่องนุ่งห่มและจำหน่ายเป็นรายได้"

 

ป้าลี สว่างเจริญทรัพย์ สตรีชาวม้ง เหรัญญิกสหกรณ์ผู้ปลูกแฮมพ์พบพระจำกัดตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตากเล่าว่า ตั้งแต่เกิดมาเราก็ผูกพันกับพืชกัญชง จนมาถึงปี 2539 ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้เสด็จพระราชดําเนิน มาที่ อ.พบพระ จ.ตาก  ก็ยิ่งผูกพันอีก เพราะว่าได้เอาผ้าผืนหนึ่งไปถวายท่าน ท่านก็รับสั่งว่าผ้าอะไร ตนเองก็ตอบว่าผ้าใยกัญชงค่ะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงรับสั่งต่อว่าสวยจังทออย่างนี้ ทอผ้ากัญชงอย่างนี้เยอะๆได้ไหมปะลายชาวเขาส่งให้แม่ได้ไหม ตนเองก็รับปากว่า ได้ค่ะ หลังจากนั้นได้ร่วมกับสมาชิกทอผ้ากัญชงถวายเฝ้าฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และได้ขยายพื้นที่ปลูก จากหนึ่งงานมาปลูกหนึ่งไร่

 

ด้านแม่หม่อ แซ่หว่าง ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกแฮมพ์พบะพระจำกัดเล่าว่า พระราชเสาวนีย์ของพระองค์ท่าน อยู่ในใจไม่หายเลย มีกำลังใจทำมาตลอด และรู้สึกดีใจที่พระองค์ทรงสนพระทัยคุณค่าของกัญชง

 

แม่หม่อ บอกด้วยว่า กัญชง เป็นพืชที่มีความสำคัญกับวัฒนธรรมประเพณีของชาวม้ง นับตั้งแต่ที่เกิดมาจนตาย โดยมีชื่อเรียกว่า  "หมั้ง" หรือ "ม่าง" ชาวม้ง เชื่อว่าเทวดา หรือ เย่อโซ๊ะ ประทานพันธุ์มาให้มนุษย์ได้ปลูกและใช้ประโยชน์

 

พลโท ธนยศ ศิริกุล ประธานมูลนิธิใต้ร่มฉัตรกล่าวว่า แนวพระราชดำริของ "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" ในเรื่องการส่งเสริมด้านกัญชงมีมานานแล้ว  ตนเองได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด และเคยทำงานในโครงการพัฒนาตามพระราชดำริด้วย ความหวังสูงสุดก็คือพืชตัวนี้จะเป็นพืชเศรษฐกิจในอนาคต เพราะมีความต้องการจากต่างประเทศพอสมควรโดยเฉพาะใยกัญชง อีกอันหนึ่งก็คือเราสามารถที่จะลดการปลูกพืชเกษตร ของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลได้ เป็นการลดพื้นที่ทำกินแล้วจะทำให้เกิดการสร้างป่าทดแทนขึ้นมา โดยที่ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

 

ด้านศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.วงศ์กุลพัทธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า กัญชงไม่ใช่กัญชา ถึงจะเป็นญาติใกล้ชิดกันแต่ว่ามันไม่ได้อยู่ในบัญชียาต้องห้ามยาเสพติด แล้วก็มีสรรพคุณที่จะใช้รักษา ใช้ป้องกันการเจ็บไข้ได้ป่วย ชาวบ้านก็กินกันมาเป็นหลายๆช่วงอายุคน โดยสามารถป้องกันการเสื่อมของตาก่อนวัย และยังเป็นยาที่จะใช้ต้านมะเร็งได้แต่เรื่องนี้ต้องผ่านกระบวนการทดสอบกว่าจะเข้าไปเป็นบัญชียาของชาติ ผ่าน อย. ต้องทดลองกับสัตว์ ทดลองกับคน แล้วถึงจะเข้าระบบได้

 

รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า คาดว่าในระยะ 5 ปี 10 ปี ข้างหน้ากัญชงจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตค่อนข้างจะไกล เพราะภายใน 5 ปี 10 ปี ข้างหน้าจะเจอภาวะวิกฤต คือภาวะวิกฤตของสงคราม ภาวะวิกฤตเรื่องอาหารซึ่งภาวะวิกฤตสองอย่างนี้ตัวกัญชงจะเป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะเข้าไปต้านทานมันไว้ เพราะกัญชงมีองค์ประกอบ 3 อย่างอยู่ในนั้น คือมันเป็นทั้งอาหาร ยา และยุทธภัณฑ์

 

ส่วนที่มีความหวั่นเกรงว่าจะมีการแอบน้ำกัญชงไปใช้ผิดประเภทนั้น นางสาวสายพันธุ์ กาบใบ นักวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) กล่าวถึง แนวทางการปลูกและควบคุมการปลูกพืชกัญชงว่า ระบบการควบคุมปลูกกัญชงเริ่มต้นจากเกษตรกรแจ้งความจำนงเข้ามาที่สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงเพื่อจะปลูกใช้ในครัวเรือนหรือว่าจะปลูกในเชิงพาณิชย์ หลังจากนั้นสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง จะขออนุญาตไปทางกรมควบคุมวัตถุเสพติดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.เพื่อขออนุญาตให้ในพื้นที่ ที่ต้องการปลูก  จากนั้นจะมีการตรวจสอบแปลงปลูก พิกัดแปลง แล้วจะแจ้งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ปปส.   โดยหลังจากที่ปลูกแล้วมีการติดตามว่ามีการปลูกถูกต้องหรือไม่ พื้นที่ที่กำหนดไว้ถูกต้องหรือไหม ไม่ได้ปลูกเกิน และเมื่อถึงช่วงจะเก็บเกี่ยวเจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบ15 วันก่อนการเก็บเกี่ยว และถ้าเราพบว่ามีสารเสพติดเกินกำหนด จะให้ผู้ปลูกตัดและริดใบทิ้งทำลายทั้งหมด แต่ต้นสามารถนำไปใช้ได้

 

นอกจากนี้จะมีการควบคุมด้านเมล็ดที่จะนำไปปลูก โดยนายเดชธพล  กล่อมจอหอ ผู้จัดการโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง (สาละวิน)กล่าวว่า เมล็ดพันธุ์ที่มีการศึกษาวิจัยอยู่เป็นพันธุ์ที่ตอบสนองกับพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องข้อกฎหมายเป็นหลัก คือมีสาร THC ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้  โดยเมล็ดพันธุ์ที่พัฒนาตอนนี้มีอยู่ 4 สายพันธุ์ และในปัจจุบันกฎหมายอำนวยความสะดวกให้กับพืชตัวนี้ค่อนข้างมาก และเป็นไปตามพระราชเสาวนีย์ของ "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช"ที่มีพระราชประสงค์ให้เอาข้อดีของกัญชงมาพัฒนา และปัจจุบันเส้นใยที่นี่ถือว่าเป็นเส้นใยที่มีคุณภาพ

 

ด้านศักยภาพในการผลิตกัญชงของเกษตรกรในอำเภอพบพระ จังหวัดตาก นายธวัชชัย คำแก้ว สาธารณสุขอำเภอพบพระ จ.ตาก กล่าวว่ายังมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการของตลาด เนื่องจากความสามารถในการผลิตของชาวบ้านยังมีข้อจำกัด

 

นี่คือ กัญชง หรือ เฮมพ์  พืชเศรษฐกิจใหม่ที่ "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" ได้มีพระราชเสาวนีย์ให้มีการศึกษา และส่งเสริมการเพาะปลูกในเชิงเศรษฐกิจอย่างจริงจัง มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 สะท้อนถึงสายพระเนตรอันยาวไกล และพระราชประสงค์ที่มุ่งมั่นช่วยเหลือพสกนิกร อันควรที่ชนชาวไทยจะได้สำนึกถึงน้ำพระทัยอันเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา และพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน








เรียบเรียง และ เขียนข่าวโดย

ตวงรัตน์ บริรักษ์ฉัตรชัย :: ทีมงาน news-lifestyle.com


TAGS ข่าว :



1






ติดต่อลงโฆษณา เว็บไซต์ , โทรทัศน์
0816490178 วรลักษณ์ อิงคมณี ([email protected])
02-271-6500 ต่อ 105 - 107