สำนึกผิดช้าไปหรือเปล่า..!? ตร.ลุยแจ้งจับ ขบวนการจ้างรับผิด "ครูจอมทรัพย์" ไม่ใช่แพะ พร้อมเปิดคำสารภาพ “สับ วาปี” อ้างเป็นผู้ขับรถชน

2017-11-20 13:14:23


 

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 20 พ.ย. ที่ สภ.นาโดน อ.เรณูนคร จ.นครพนม พ.ต.อ.ณรงค์ วงศ์ธรรม ผกก.(สอบสวน) ภ.จว.นครพนม ในฐานะคณะทำงานชุดคลี่คลายคดีครูจอมทรัพย์แสนเมืองโคตร พร้อม พ.ต.ท.อิทธิศักดิ์ ชื่อเดิม(อดิศักดิ์) ชมศรีหาราชพร สารวัตร (สอบสวน) สภ.บ้านกลาง ตำแหน่งช่วยราชการพนักงานสอบสวน สภ.นาโดน เจ้าของคดีครูจอมทรัพย์ในขณะนั้น ได้นำเอกสารหลักฐานเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ต.สุระ บุญโยธา สารวัตร(สอบสวน) สภ.นาโดน เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายสับ วาปี นายบุญเทิง วาปี นายเลิศ วาปี และนางจันทร์ วาปี ภรรยานายสับ

โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานผู้กระทำหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชน หรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นการพยานหลักฐาน โดยประการที่นำจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน จนกว่าคดีจะสิ้นสุด ตามประมลกฎหมายอาญามาตรา 267 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี สืบเนื่องจากนายสับ วาปี พร้อมพวกได้เดินทางมาที่ สภ.นาโดน เพื่อมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันและเคยให้การไว้กับพนักงานสอบสวนว่าเป็นผู้ก่อเหตุขับรถชนนายเหลือ พ่อบำรุง เสียชีวิตที่บริเวณถนนธาตุน้อย-นาเหนือ บ.สร้างเม็ก หมุ่ 7 ต.ท่าลาด อ.เรณูนคร จ.นครพนม เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 มี.ค.2548

ทั้งนี้ เอกสารรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของ สภ.นาโดน มีเนื้อหาระบุว่า เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 17 พ.ค.2557 นายสับ วาปี ได้มาพบพนักงานสอบสวนและให้ลงบันทึกประจำวันไว้ โดยนายสับได้สารภาพยืนยันว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2548 ได้ขับรถยนต์คันนี้ไปธุระส่วนตัวที่ อ.เรณูนคร และไปชนรถจักรยานของนายเหลือ กระทั่งทำให้นายเหลือเสียชีวิต

“หลังเกิดเหตุข้าพเจ้าได้หยุดและเปิดประตูรถยนต์ลงมาดู แต่เห็นคนขับรถจักรยานเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จึงได้ขับรถยนต์หลบหนีไป และนำรถยนต์คันเกิดเหตุไปซุกซ่อนไว้ในป่าใกล้หมู่บ้าน ต่อมาหลังเกิดเหตุประมาณ 2 เดือน จึงได้ขายรถยนต์คันดังกล่าวในสภาพซากรถให้กับผู้รับซื้อของเก่าต่างท้องที่ ซึ่งมาเร่ซื้อของเก่าในหมู่บ้านไปในราคา 20,000 บาท”

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีกับนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร เนื่องจากพบว่า มีรถยนต์ที่มีหมายเลขทะเบียนเหมือนกันกับรถของข้าพเจ้า แต่เป็นคนละหมวดอักษร คนละจังหวัดกัน จึงทำให้นางจอมทรัพย์ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิด และถูกจำคุกอยู่ในขณะนี้





 

ในบันทึกยังระบุด้วยว่า ระหว่างที่เกิดคดีนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบมาก่อนว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการดำเนินคดีกับนางจอมทรัพย์ แต่เข้าใจมาโดยตลอดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้

ภายหลังคดีเสร็จสิ้นข้าพเจ้าจึงได้ทราบว่า นางจอมทรัพย์เป็นผู้ถูกศาลพิพากษาว่า มีความผิดและลงโทษจำคุกในเหตุดังกล่าว และข้าพเจ้าได้ทราบว่าก่อนที่นางจอมทรัพย์จะถูกศาลพิพากษา ลงโทษจำคุกนั้น นางจอมทรัพย์รับราชการครูอยู่ที่ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ไม่ได้กระทำความผิดในคดีดังกล่าว และไม่เคยเดินทางมาในเส้นทางที่เกิดเหตุนี้เลย ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความสงสาร และรู้สึกเห็นใจนางจอมทรัพย์ที่ไม่ได้กระทำความผิด แต่ต้องมาติดคุกเพราะการกระทำของข้าพเจ้า

ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงสำนึกผิดและตัดสินใจที่จะเดินทางกลับมาพบ เพื่อสารภาพกับพนักงานสอบสวน เพื่อให้ลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานว่า ข้าพเจ้านายสับ เป็นผู้ขับขี่รถยนต์เฉี่ยวชนกับรถจักรยานของนายเหลือ จนทำให้นายเหลือเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ไม่ใช่นางจอมทรัพย์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ถูกศาลตัดสินจำคุกอยู่ในขณะนี้

โดยในบันทึกประจำวันดังกล่าว ยังระบุชื่อ พ.ต.ต.อดิศักดิ์ ชมศรีหาราช เป็นผู้ลงบันทึกประจำวัน และระบุถึงการเข้าพบพนักงานของนายสับในครั้งนี้ว่า นายสับได้เข้ามารับสารภาพด้วยความเต็มใจและสมัครใจเอง ไม่มีผู้ใดบังคับขู่เข็ญหรือใช้กลอุบายหลอกลวงให้หลงเชื่อด้วยประการใด โดยในบันทึกนี้มีพี่ชายของนายสับ 2 คน และภรรยา ลงชื่อเป็นพยานด้วย

นอกจากนี้ ยังมีเอกสารบันทึกการจ่ายเงินของนายสับที่ขอชำระเงินทดแทนที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้นางจอมทรัพย์ชำระเงินจำนวน170,000 บาท นับแต่วันได้ละเมิดโจทก์



 

เวลา 10.30 น. วันเดียวกัน พ.ต.อ.ณรงค์ และ พ.ต.ท.อิทธิศักดิ์ จะได้เดินทางนำเอกสารเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ท.กฤษดา สุพรรณกูล สารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองนครพนม ซึ่งในขณะนั้นพบว่ามีกลุ่มบุคคลประมาณ 4 คน ประกอบด้วยนายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร สามีครูจอมทรัพย์ นายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง เพื่อนครูจอมทรัพย์ นายสับ วาปี และนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ ได้มาปรึกษาหารือกับ พ.ต.อ.ปราโมทย์ อุทากิจ ผกก.กลุ่มงานสอบสวน บก.ภ.จว.นครพนม

โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้น พ.ต.อ.ปราโมทย์ ก็ได้แนะนำให้คณะที่มาพบไปปรึกษาที่สภาทนายความจังหวัดนครพนม และยังพาคณะมาปรึกษาที่สำนักงานทนายความแห่งหนึ่งเยื้องกับศาลจังหวัดนครพนม เนื่องเกิดความสงสารครูจอมทรัพย์ แต่วทว่าทนายคนดังกล่าวบอกว่าเป็นคดีที่สิ้นสุดถึงศาลฎีกาแล้ว ทำอะไรไม่ได้ จึงไม่รับว่าความให้กลุ่มบุคคลทั้ง 4 คน ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินทางกลับ

ซึ่งจากการตะเวนแจ้งความของคณะทำงานชุดคลี่คลายคดีครูจอมทรัพย์ที่ถูกแต่งตั้งจาก พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผบก.ภ.จว.นครพนม มอบหมายให้คณะทำงานมาแจ้งความ รวม 2 สภ.ครั้งนี้ มี พ.ต.ท.อธิศักดิ์ เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ในข้อหาเดียวกันในข้างต้น

ข่าว/ภาพ ประทีป วชิระธัญญากุล สำนักข่าวทีนิวส์ นครพนมรายงาน

เรียบเรียง และ เขียนข่าวโดย

วัชราวรรณ สุขสวัสดิ์ : ทีมงาน News-Lifestyle

















ข่าวที่เกี่ยวข้อง