ล้วงเงินคงคลังล่าสุด!!! เหลืออยู่เท่าไรกันแน่? จากปากคำของ รมว.คลัง พร้อมคำถามที่ว่า ทำไม? ถึงต้องขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบิน?

ล้วงเงินคงคลังล่าสุด!!! เหลืออยู่เท่าไรกันแน่? จากปากคำของ "รมว.คลัง" พร้อมคำถามที่ว่า ทำไม? ถึงต้องขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบิน?

Publish 2017-02-07 11:46:48

วันที่ 7 ก.พ. 60 – นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวถึง “กรณีการเก็บภาษีน้ำมันเครื่องบิน” ว่า ไม่ได้เกิดจากปัญหากระทรวงการคลังถังแตก แต่เป็นการเก็บภาษีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้มีปัญหาสภาพคล่อง เงินคงคลังสิ้นเดือน ธ.ค. 2559 อยู่ที่ 7.49 หมื่นล้านบาท ถือว่ามีความเหมาะสม เพราะได้ให้นโยบายไม่ให้กู้เงินมาไว้ในคงคลังจำนวนมาก เพราะเป็นภาระดอกเบี้ย โดยเงินคงคลังที่มีอยู่ ได้มาจากหลายส่วน เช่น การเก็บภาษี ซึ่งที่ผ่านมาเก็บได้เกินเป้าหมาย และมาจากเงินกู้ เพื่อชดเชยการขาดดุล โดยในปีงบประมาณ 2560 ตั้งงบขาดดุล 3.9 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลเพิ่งกู้ใช้ไป 1 แสนล้านบาท ทำให้เหลืออีก 3 แสนล้านบาท และมีวงเงินกู้ชั่วคราว 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเห็นว่า มีสภาพคล่องเงินสดอีกมากและไม่มีปัญหา
          ทั้งนี้ นายอภิศักดิ์ เปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการศึกษาการจัดเก็บภาษีสรรพาสามิตน้ำหวาน เพื่อทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยจากการหารือกับสมาคมผู้ผลิตน้ำตาล เห็นด้วยกับการเก็บภาษีน้ำหวานครั้งนี้ แต่เสนอขอเวลาปรับตัว 5 ปี ซึ่งกระทรวงการคลังมองว่านานไป จึงได้สรุปว่า ให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัว 2 ปี แต่กระทรวงการคลังจะต้องพิจารณารูปแบบในการจัดเก็บและสรุปรายละเอียดอัตราการจัดเก็บเท่าไรและเก็บอย่างไร

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี บอกถึง กรณีเงินคงคลังลดลงมาอยู่ในระดับต่ำ เป็นแผนบริหารจัดการของ กระทรวงการคลัง เพราะรัฐบาลต้องการเร่งรัดเบิกจ่ายเงินออกสู่ระบบโดยเร็ว ดังนั้นปริมาณเงินคงคลังจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการบริหารเงินของรัฐบาลในแต่ช่วงเวลา
          ทั้งนี้ในช่วงเงินคงคลังเหลืออยู่ 15,000-20,000 ล้านบาท ก็ไม่เคยมีปัญหา เพราะสามารถบริหารจัดการได้ และแนวโน้มเงินภาษีหลายด้านเริ่มจัดเก็บเข้าคลังเพิ่มขึ้น จึงไม่น่ากังวล แต่การที่หลายฝ่ายตกใจเพราะเป็นประเด็นทางการเมือง



ด้าน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ระบุระดับเงินคงคลังในเดือน ธ.ค.59 ที่ต่ำถึง 7.49 หมื่นล้านบาท เนื่องจากไม่ต้องการกู้เงินมากองไว้ จะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ว่า 2 ปีกว่า ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เงินคงคลังลดลงไป 4.2 แสนล้านบาท ซึ่งถ้าย้อนไปเปิดตัวเลข 10 ปี เงินคงคลัง สูงถึง 6 แสนล้านบาท ในปี 56 จนถึงปัจจุบันเงินคงคลังของรัฐบาล เหลืออยู่ 74,907 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก รัฐบาลมีรายจ่ายเดือนละ 2 - 4 แสนล้านบาท เฉพาะเงินเดือนค่าจ้างพนักงาน ข้าราชการเดือนละ 5 หมื่นล้านบาท ประชาชนจึงวิตกกังวลว่าเงินคงคลังที่เหลือ 7.49 หมื่นล้านบาท จะสามารถจ่ายเงินเดือนได้อีกกี่เดือน สถานการณ์แบบนี้เรียกว่ารัฐบาลถังแตกได้หรือไม่ แล้วจะเข้าสู่ยุคภาษีอาน คือ เก็บภาษีเพิ่มแหลกลาญ จะมีการขึ้นภาษีอื่นๆ ตามภาษีน้ำมันเครื่องบินอีกหรือไม่ สะท้อนว่ารัฐบาลนี้น่าจะมีปัญหาการบริหารจัดการในหลายจุด ทั้งตัวเลขการลงทุนที่ลดลง
          นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ซึ่งยืนยันได้จากธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกมาระบุว่าการลงทุนจากต่างประเทศในปี 59 ได้ลดลงอย่างหนักถึง 63% เมื่อเทียบกับปี 58 มียอดรวมเพียง 1.15 แสนล้านบาทเท่านั้น หรือการที่ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาตัดพ้อว่า น้อยใจมากที่เอกชนไม่ลงทุน ทั้งที่ให้มาตรการภาษีแบบไม่เคยให้มาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย อ้อนวอนประชาสัมพันธ์ก็แล้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมเอกชนไม่ลงทุน ซึ่งอาจมาจากการที่ภาคเอกชนหรือนักลงทุนไม่เชื่อมั่นในระบอบการปกครอง และระบบกฎหมายของไทยที่มิได้อยู่บนหลักนิติธรรม ทำให้ไม่มั่นใจว่าการลงทุนจะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายที่มีความเป็นสากล อันถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ ถึงเวลาที่รัฐบาล และ คสช.ต้องพูดความจริงกับประชาชน และยอมรับโดยดุษฎีว่า ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือไอโอ ไม่สามารถช่วยรัฐบาล และ คสช.ได้ทุกเรื่อง ยิ่งดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นตกต่ำลง ตกจากอันดับที่ 76 มาอยู่ที่อันดับที่ 101 มีคะแนนเพียง 35 จาก 100 คะแนน อยู่ในลำดับที่ 101 จาก 176 ประเทศทั่วโลก นักลงทุนต่างชาติยิ่งลังเลที่จะนำเม็ดเงินเข้ามาลงทุน รัฐบาลทำงบขาดดุล 4 ปีซ้อน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุน แต่ผลกลับตรงกันข้าม
          "ธรรมดาคนเราถ้าเดินผิดทิศผิดทาง ต้องตั้งสติแล้วกล้ายอมรับความจริง พูดความจริง แล้วหาทางออกบนพื้นฐานความจริง อย่าทำตัวเป็นคนไข้ปฏิเสธการรักษาจากหมอ ถึงเวลาต้องยอมรับความจริง ก่อนที่ทุกอย่างจะไม่สามารถแก้ไขได้"รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว


ด้าน นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงกระแสความกังวลในเรื่องเงินคงคลังว่า ตามที่มีข่าวว่าเงินคงคลังลดลงจาก 200,000 ล้านบาท เหลือ เพียง 74,907 ล้านบาทนั้น จริงๆ คงไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัสอะไร แต่ปริมาณเงินคงคลังที่ต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี อาจแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการเงินคงคลังที่ไม่มีประสิทธิภาพ หากมองย้อนหลังจะพบว่า รัฐบาลไม่ได้มีการเตรียมพร้อมในทิศทางเศรษฐกิจ อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจที่แย่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีได้อย่างที่ประมาณการไว้ อีกทั้งแม้รัฐบาลอัดเงินจำนวนมากเข้าไปในระบบ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจยังออกมาไม่ดีนัก ฉุดให้การเจริญเติบโตทั้งปีอาจเหลือแค่ 3.2% ไม่ถึง 3.5% แสดงถึงระบบการให้ข้อมูลของรัฐบาลที่ไม่ถูกต้องมาโดยตลอด ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังมีข้อมูลเศรษฐกิจที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้อย่างแน่นอน
          อย่างไรก็ตาม ควรเร่งแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนคนที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้าทำงานแทน
          ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวถึงงบประมาณของภาครัฐว่า 3 ปีงบประมาณรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำงบประมาณแบบขาดดุลทุกปี และยังทำงบประมาณกลางปีเพิ่มเติมอีก 3 ปีติดต่อกันเช่นกัน ทำให้ขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก เรียกได้หรือไม่ว่าเริ่มจะถังแตก ดังนั้นโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลจะหยิบมาทำ น่าจะต้องศึกษาดูว่าคุ้มทุนหรือไม่ ขณะที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ควรทำหน้าที่ท้วงติงรัฐบาลคสช.บ้าง ส่วนการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มาใช้ในกองทัพคงจะมีแต่ขาดทุน ถ้าจะให้ดีต้องหาคนมีความรู้ขึ้นมาทำหน้าที่โดยเร็วหรือไม่ก็ต้องรีบปรับครม.ชุดใหม่อีกรอบก่อนที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สภาวะล้มละลาย
          ขณะที่ นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และกิจกรรมพิเศษภาคอีสาน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอฝากไปถึงรัฐบาลว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะลดค่าใช้จ่ายประเทศลงได้คือ งดการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ และเครื่องบินพาณิชย์ที่ยังไม่จำเป็น ถ้าจำเป็นจะต้องระมัดระวังเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงอย่าให้ซ้ำรอยกรณีจีที 200 เรือเหาะ หรือสินบนโรลส์รอยซ์ ทั้งนี้เชื่อว่านายกฯยังเอาอยู่

 

เรียบเรียง บุญชัย


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน