นิวส์-ไลฟ์สไตล์
news-lifestyle

#เจ้าหนี้มหาโหด แจงยิบ!! หลัง จนท.บุกเข้าค้นบ้าน ลั่นไม่เคยเรียกเก็บดอกเบี้ย ยัน! แค่ป้องกันตัว ไม่หวังทำร้ายร่างกาย (คลิป)

2018-07-19 20:19:18

จากกรณีที่เมื่อวานที่ผ่านมา (18 ก.ค. 61) นางธารินี คายทองคำ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 770/ค หมู่ 3 ต.ป่าโมก อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ได้เข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าโมก ว่าได้ถูกนางสมทรง (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 57 ปี เจ้าหนี้ ทำร้ายร่างกายด้วยการใช้มีดแทงเข้าที่มือได้รับบาดเจ็บ เย็บ 4 เข็ม เนื่องจากการผิดนัดการชำระหนี้ รายละเอียดตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น ล่าสุดวันนี้ (19 ก.ค. 61) ที่สถานีตำรวจภูธรป่าโมก อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง พ.ต.ท. นิกร ขำภูเขียว รอง ผกก.สส.สภ.ป่าโมก ได้เชิญตัวนางธารินี มาทำการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีที่ถูกทำร้ายร่างกายและประเด็นเงินกู้ โดยได้มีกลุ่มชาวบ้านอีกประมาณ 4-5 คน ได้มาร่วมให้ปากคำและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกู้เงินดังกล่าว โดยได้ให้ชาวบ้านทั้งหมดลงบันทึกประจำวันไว้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

 

ต่อมา พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ วาพันสุ ผกก.สภ.ป่าโมก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าโมก และพ.ต.จีรพันธ์ แจ่มจ่าย รอง ผบ. กองกำลังรักษาความสงบจังหวัดอ่างทอง พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ได้เดินทางไปยังบ้านเช่าไม่มีเลขที่หลังหนึ่งใน ต.ป่าโมก อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นบ้านของนางสมทรง เจ้าหนี้ปล่อยเงินกู้ เพื่อขอตรวจค้นหาข้อมูลหลักฐานว่านางสมทรงนั้นเป็นเจ้าหนี้ปล่อยเงินกู้รายใหญ่หรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบภายในบ้านไม่พบหลักฐานอื่นใดที่ผิดกฎหมาย จากการสอบถามนางสมทรง กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นแก๊งค์เงินกู้นอกระบบ หรือไม่ได้เป็นเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบใหญ่โตแต่อย่างใด ตนให้ยืมเพียงกลุ่มเล็ก ๆ แบบไม่ได้คิดดอกอะไรอะไรมาก ซึ่งในเรื่องของนางธารินีนั้น ก่อนหน้านี้ก็ได้มาขอร้องขอยืมเงิน ตนไม่อยากให้ เพราะตนก็ต้องใช้เงินไปเตรียมรักษาตัว ไหนจะค่าเช่าบ้านอีก แต่นางธารินีก็ไม่ยอมร้องห่มร้องไห้ ต้องขอยืมให้ได้ เพราะต้องนำเงินไปจ่ายดอกเงินกู้นอกระบบอีกหลายรายที่นางธารินีไปกู้มา ซึ่งนางธารินีบอกว่าไปกู้มาตั้ง 4-5 เจ้า ตอนนี้ไม่มีเงินไปให้เขา ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่มายืมตนนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นพวกที่กู้เงินจากเงินกู้นอกระบบ หรือพวกกู้ทองทั้งนั้น เมื่อไม่มีส่งก็จะมาขอยืมตนไปจ่าย ตนให้ยืมไม่ได้มากมายไม่ได้เป็นแก๊งค์เงินกู้ที่ให้ยืมที่เป็นหลักหมื่น ตนให้ยืมก็แค่ครั้งละ 500-1000 บาทเท่านั้น ดอกก็ไม่ได้เรียก มีแต่พวกนั้นที่เอามาให้เอง บางคนก็ซื้อเสื้อให้ 2 ตัว 3 ตัว แล้วพอมาทีหลังมาบอกว่าจ่ายดอกให้ตนครั้งละเท่านั้นเท่านี้ ตนยืนยันว่าตนไม่เคยเรียกดอกแต่อย่างใดเลย นางสมทรง กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่ว่าตนไปทำร้ายร่างกายด้วยการเอามีดแทงนางธารินีนั้น ตนปฏิเสธ ตนไม่ได้แทงนางธารินีแต่อย่างใด โดยนางธารินีนั้นได้มากับป้าอีกคนเพื่อจะชักชวนไปกู้เงิน ซึ่งป้าคนดังกล่าวก็บอกว่าให้รอลูกสาวกลับมาก่อนอีก 2 คน โดยได้บอกว่าเนี่ยมีรายใหม่มาแล้ว ไม่ต้องกลัวเลย รายใหม่นี้กู้แล้วได้เงินเลย ซึ่งเมื่อตนเจอก็เลยทวงถามเรื่องเงินที่ถูกผัดผ่อนมาเรื่อย

ซึ่งในครั้งนี้ก็ไม่ได้เหมือนเคย นางธารินีผลัดกับตนไปเรื่อย ซึ่งตนทวงมาแบบนี้นานแล้ว ก็ยังไม่ได้เงิน ซึ่งตนยอมรับว่าตนก็ไม่พอใจนัก เพราะตนก็ต้องใช้เงิน ตนไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร ให้ไปตรวจสอบเงินในบัญชีของตนได้เลย ทุกวันนี้ถ้าตนมีเงินจริงคงไม่มาเช่าบ้านสภาพแบบนี้อยู่หรอก โดยในบางครั้งนางธารินีเจอตนก็จะยื่นให้เงินร้อยนึ่งบ้างบอกว่าเอาไปซื้อแป็บซี่กิน หรือบางครั้งก็ซื้อเสื้อมาให้ ซึ่งในประเด็นที่นางธารินีไปให้การว่าตนไปเรียกดอกเบี้ยนั้นก็ไม่เป็นความจริง และเรื่องที่ตนไปทำร้ายร่างกายนั้นก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน เพราะตอนที่เกิดเรื่องเป็นตอนที่ตนไปเจอนางธารินีแล้วตนเข้าไปทวงเงินทำให้นางธารินีไม่พอใจผลักตนไปชนกันต้นน้อยหน่า ก่อนที่นางธารินีจะเข้ามาทำร้ายตน ซึ่งขณะนั้นตนถือมีดอยู่ด้วย นางธารินีจึงได้เอามือมาปัดมีดแต่พลาดถูกมีดแทงเข้าที่มือเอง ซึ่งหากตนจะแทงนางธารินีจริง ก็คงแทงตามตัวไปแล้ว ตนไม่มีเจตนาเลย มันเป็นเพียงแค่การป้องกันตัวเท่านั้น ซึ่งตนอายุมากแล้วจะให้สู้กับนางธารินั้น ก็คงจะไม่ไหว ด้าน พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบและสอบสวนทั้งนางธารินี และนางสมทรงแล้วนั้น พบว่าการปล่อยเงินกู้ของนางสมทรงนั้น เป็นการปล่อยเงินกู้เฉพาะกลุ่ม รายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้ตั้งเป็นแก๊งค์เงินกู้ที่เอารัดเอาเปรียบ หรือทวงเงินด้วยความรุนแรงแต่อย่างใด ซึ่งเบื้องต้นนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหากับนางสมทรงในเรื่องข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ และเรียกดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนด

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับกลุ่มชาวบ้านที่ไปกู้เงินของนางสมทรงนั้น ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่านางสมทรงนั้นเรียกดอกเบี้ยจริง โดยนางสมทรงระบุมาเลยว่าจะเก็บเท่าไหร่ อย่างไร ซึ่งดอกเบี้ยที่เรียกเก็บก็เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดทั้งนั้น ซึ่งคนแก่บางคนได้รับเงินคนชรา หรือเงินอื่น ๆ จากรัฐที่ช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เหลือใช้เนื่องจากต้องนำไปจ่ายดอกเบี้ยเสียหมด

 

 

สุรศักดิ์ หริ่มสืบ/ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวทีนิวส์อ่างทอง

เรียบเรียงใหม่โดย

ปภาดา ถิ่นดวงจันทร์ : ทีมงาน News-Lifestyle



ข่าวที่เกี่ยวข้อง